การบริหารจัดการความเสี่ยง

การพัฒนาที่ยั่งยืน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงแบบยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาและ นำกรอบ COSO ERM 2017 มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของ บริษัทฯ จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่มุ่งพัฒนา ให้มีการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจ และ ผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานในองค์กร บริษัทฯทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก พิจารณาโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงและผลกระทบ ของความเสี่ยงที่มีต่อการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อประเมินความเสี่ยงและระบุความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯ แล้วกำหนดแผนงานรองรับอย่างเป็นรูปธรรมควบคู่กับมาตรการ การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมในการป้องกัน กำกับดูแล และควบคุมความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เพื่อลดระดับความเสี่ยงที่ สำคัญให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งปัจจัยความเสี่ยงหลัก ๆ ที่มี ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ มีดังนี้

จากวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการเป็น "ผู้พัฒนาศูนย์การค้าใน ระดับภูมิภาค ที่ได้รับความชื่นชมสูงสุดจากทุกคนและไม่หยุดนิ่งใน การสร้างประสบการณ์แห่งความสุขในระดับโลก" โดยมีแผน กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หลายประเภท (Asset Class) ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดย เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรูปแบบการลงทุนเอง การร่วมทุน ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพ เป็นต้น โดย ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ประกอบด้วย

ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง

ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบชะลอตัวในช่วงท้ายของปี จากการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว เนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ประกอบกับการท่องเที่ยวที่เติบโต มาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ถึงแม้จะมีแนวโน้มการฟื้นตัว จากการเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ แต่สำหรับ สินค้าไม่คงทนซึ่งเป็นตัวแทนการบริโภคภาคครัวเรือนกลับทรงตัว ในระดับเดิม บริษัทฯ จึงกำหนดนโยบายการลงทุนที่สอดคล้อง กับปัจจัยแวดล้อม โดยเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า เพิ่มอีก 1 แห่ง ในเดือนกันยายน 2561 ซึ่งเป็นโครงการประเภท ต่อขยายจากศูนย์การค้าที่มีอยู่เดิม และการปรับปรุงศูนย์การค้า ที่เปิดดำเนินการอยู่ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา เชียงราย และเซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี เพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคในปัจจุบันรวมถึงเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์เพื่อรองรับการ ขยายตัวทางธุรกิจตามแผนระยะยาว

นอกจากนี้ จากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกิดโอกาสในการร่วมทุนและเข้าซื้ออกิจการที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นช่องทางในการเติบโต ที่ยั่งยืนของบริษัทฯ โดยในปี 2561 บริษัทฯ มีการเข้าซื้อกิจการที่สำคัญ คือ การซื้อหุ้น GLAND หรือ บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ โครงการที่อยู่อาศัย และโครงการเชิงพาณิชย์ และเป็นเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพ หลายแห่ง สามารถนำมาพัฒนาโครงการ สร้างการเติบโตให้บริษัทฯ ได้ในอนาคต

ความเสี่ยงจากภาวะการแข่งขัน

ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกยังคงมีภาวะ การแข่งขันที่รุนแรงจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น โดยมีการเปิดศูนย์การค้า ใหม่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมถึง จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือเขตเศรษฐกิจที่สำคัญและ โครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการที่คาดว่าจะเปิดให้บริการ ใน 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่ เปลี่ยนไปเลือกใช้บริการในช่องทางที่หลากหลายและตอบสนอง ไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น การซื้อสินค้าและสั่งอาหารผ่านช่องทาง ออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Mobile Banking เป็นต้น

ในการบริหารความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ จะสำรวจตลาด วิเคราะห์ คู่แข่ง และศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนอย่างถี่ถ้วน และได้กำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการให้เป็นศูนย์กลาง การใช้ชีวิต (Center of Life) ที่มีรูปแบบของศูนย์การค้า พื้นที่ การใช้งานรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ใหม่ ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม การวางองค์ประกอบ ของร้านค้าและบริการที่เหมาะสม ควบคู่กับการจัดกิจกรรม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนที่มีความสนใจในลักษณะ เดียวกัน (Community) รวมทั้งการใช้ Digital Platform และ ระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการสื่อสารและ ให้บริการกับลูกค้าที่มาใช้บริการศูนย์การค้าเพื่อเพิ่มความทันสมัย และสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจรวมถึงทำให้การบริหาร ศูนย์การค้าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

ความเสี่ยงจากการลงทุนในประเทศ

ความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งต้องใช้งบลงทุนสูง โดยมีปัจจัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานคือ การสรรหาที่ดินการวางแผนและออกแบบโครงการ และการหาร้านค้าผู้เช่าใน ศูนย์การค้าและลูกค้าโครงการที่พักอาศัย การสรรหาที่ดิน ในปัจจุบันมีการแข่งขันค่อนข้างสูงจากผู้ประกอบการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์หลายกลุ่มโดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ บริษัทฯ จะคัดเลือกทำเลที่มีศักยภาพในพัฒนาโครงการในอนาคตและ ดำเนินการซื้อที่ดินไว้ล่วงหน้า รวมทั้งจัดหาที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมและสามารถ รองรับการขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed-use Development) ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์การค้า สำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยในอนาคตได้อีกด้วย

ในการวางแผนและออกแบบโครงการ บริษัทฯ จะศึกษาและสำรวจ ข้อมูลอย่างถี่ถ้วน เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคู่แข่งทางตรงและ ทางอ้อม และรวมถึงข้อมูลการตลาดอื่น ๆ ที่สำคัญ เพื่อกำหนด ตำแหน่งทางการตลาด (Market Positioning) และกลยุทธ์ที่จะชนะ คู่แข่ง (Winning Strategy) ของโครงการ แล้วนำมาวิเคราะห์ความเป็น ไปได้และความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งระดับจัดการและระดับบริหารพิจารณาอนุมัติ แล้วจึงนำข้อมูลมาออกแบบและพัฒนาโครงการต่อไป

สำหรับบริษัทฯ มีการพัฒนาโครงการศูนย์การค้าใหม่ที่มีการ ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการบริหารความเสี่ยง ที่สำ คัญ ได้แก่ 1) การขยายฐานร้านค้าผู้เช่ารายใหม่และ ให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้เช่าในปัจจุบัน โดย ได้ให้ความสำ คัญกับร้านค้าผู้เช่าในฐานะที่เป็นพันธมิตร ทางธุรกิจที่จะเติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน ซึ่งทีมงานขายและ ทีมงานร้านค้าสัมพันธ์จะทำหน้าที่ดูแลและติดตามผลดำเนินงานของร้านค้าอย่างสมํ่าเสมอเพื่อวางแผนงานร่วมกัน ให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้าในด้าน ต่าง ๆ เช่น การจัดอบรม และสัมมนาเพื่อให้มุมมองและแนวคิด ใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ร่วมกันกับพันธมิตรต่าง ๆ เช่น บัตรเครดิต และบัตร The 1 เป็นต้น รวมทั้งรับฟังปัญหา/ข้อเสนอแนะ เพื่อนำ มาใช้ปรับปรุง ประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ร้านค้าต่อไป 2) เมื่อศูนย์การค้า เปิดให้บริการ มีการติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์การค้า อย่างต่อเนื่อง เช่น ปริมาณลูกค้าที่มาใช้บริการ อัตราการให้เช่า พื้นที่ อัตราผลตอบแทนของโครงการเปรียบเทียบกับเป้าหมาย เพื่อติดตามประเมินผลของการพัฒนาศูนย์การค้าใหม่ หาก ศูนย์การค้าใดมีผลการดำเนินงานไม่บรรลุตามเป้าหมาย ทีมบริหาร ทรัพย์สิน ทีมขาย และทีมการตลาด จะดำเนินการวิเคราะห์และ นำเสนอมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัย จากสภาพ การแข่งขันในตลาดที่พักอาศัยที่เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดใน บางพื้นที่ ประกอบกับการระมัดระวังการใช้จ่ายของผู้บริโภคและ การขาดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้สถานการณ์ของ ตลาดที่พักอาศัยอยู่ในภาวะชะลอตัว ในการลงทุนโครงการ ที่พักอาศัย บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและวางแผน โครงการอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การสำรวจตลาด วิจัยลูกค้าและ คู่แข่ง การออกแบบโครงการ การบริหารการก่อสร้าง การขาย คุณภาพการก่อสร้างและการบริการหลังการขาย และติดตามตัว ชี้วัดหลัก ได้แก่ ยอดจองซื้อ ประวัติการชำระเงินของลูกค้า การ อนุมัติสินเชื่อของลูกค้า และจำนวน Waiting List ที่สนใจ โครงการ เป็นต้น โดยโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในปี 2559 ที่เชียงใหม่ ขอนแก่น และระยอง ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และมียอดการโอนตามที่คาดการณ์ไว้ ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม ที่เปิดขายในปี 2560 ที่นครราชสีมา เชียงราย และเชียงใหม่ โครงการ 2 ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์การค้า ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมียอดจองซื้อร้อยละ 100 ทั้ง 3 โครงการ และสำหรับปี 2561 บริษัทฯได้พัฒนาโครงการเพิ่ม 2 โครงการ โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 1 โครงการ บริเวณถนน พหลโยธิน 34 และโครงการบ้านเดี่ยว บริเวณถนนบรมราชชนนี ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นกัน

ความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ

บริษัทฯขยายการลงทุนไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาวและกระจายความเสี่ยง ในเชิงภูมิศาสตร์ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการแห่งแรก ในประเทศมาเลเซียและศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการลงทุน ในประเทศที่มีศักยภาพอื่น ๆ ในกลุ่ม CLMV อาทิ เวียดนาม เป็นต้น เพื่อรองรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทฯ ได้ ศึกษาวิจัยในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ลูกค้า คู่แข่ง การตลาด สภาพ แวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ กับการใช้องค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากบริษัทใน กลุ่มเซ็นทรัล เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้และผลตอบแทน จากการลงทุน และนำเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน โดยบริษัทฯ ใช้แนวทางการหา พันธมิตรที่มีความสามารถและประสบการณ์ด้านการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ในประเทศนั้น ๆ มาร่วมพัฒนาธุรกิจเพื่อเสริม ความแข็งแกร่งให้กันและกันเช่น โครงการ Central I-City ประเทศมาเลเซียนั้น เป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทฯ และบริษัท ในเครือ I–Berhad ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียง และจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของมาเลเซีย โดยจัดตั้ง กิจการร่วมค้าเพื่อลงทุนพัฒนาศูนย์การค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการใช้พื้นที่แบบผสม (Mixed-use Project) ที่มีทั้ง สำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยในโครงการ

เนื่องจากการลงทุนในต่างประเทศเป็นการดำเนินธุรกิจในขอบเขตใหม่ บริษัทฯ จึงดำเนินการอย่างระมัดระวัง มีการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อกำหนดหน่วยงานที่ดูแลและติดตามความคืบหน้าการพัฒนา โครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนรองรับ ความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ความเสี่ยงด้านการปรับตัวเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลง

จากการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายนอกและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ของบริษัทฯ ทำ ให้บริษัทฯ ต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่

  • กลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเติบโตทั้งจากการปรับเปลี่ยน รูปแบบการทำธุรกิจเดิมและแสวงหาโอกาสจากธุรกิจใหม่ เช่น การลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน การลงทุนในรูปแบบเข้าซื้อกิจการ การลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งการปรับตัวของบริษัทฯ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประสบความสำเร็จของ โครงการและชื่อเสียงของบริษัทฯ ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้ เตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น การปรับเปลี่ยน นโยบาย การปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร การทบทวน กระบวนการปฏิบัติงาน การพัฒนาความรู้ ความสามารถ ของพนักงานให้หลากหลายรองรับการเติบโต เป็นต้น
  • ความเสี่ยงด้านการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งส่งผล กระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ทำให้บริษัทฯ ต้อง ปรับตัวในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันกับคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม และสามารถ คว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยนำเทคโนโลยีใหม่ (เช่น Big Data Analysis, AI Technology, Internet of Thing, Augmented Reality เป็นต้น) มาพัฒนาเครื่องมือ ในการให้บริการและปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้าและคู่ค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนา ความรู้ความสามารถและการปรับตัวของพนักงาน ให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลัก ในปี 2561 และดำเนินการต่อเนื่องในปีถัดไป
ความเสี่ยงในการบริหารทรัพยากรบุคคล

ทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้องค์กร ประสบความสำเร็จ โดยบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการบริหารและ พัฒนาทรัพยากรบุคคลให้เพียงพอและมีศักยภาพที่จะรองรับการ ขยายงาน รวมทั้งมีความสุขในการทำงานและพร้อมทุ่มเทและ สร้างสรรค์ผลงานที่ดีให้กับบริษัทฯ อย่างสมํ่าเสมอ ซึ่งปัจจุบัน ตลาดแรงงานคุณภาพมีการแข่งขันสูง ทำให้บริษัทฯ พิจารณาเรื่อง การสรรหาและการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพเป็นความเสี่ยงที่ สำคัญ โดยบริษัทฯ มีมาตรการจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่

  • การสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากช่องทางต่าง ๆ ทั้งภายในบริษัทฯ เช่น การหมุนเวียนงาน การโอนย้ายไป ปฏิบัติงานในสาขาภูมิลำเนาเดิม และการปรับเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น และภายนอกบริษัทฯ เช่น Social Media, Website, มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และโครงการเพื่อนชวนเพื่อน เป็นต้น
  • การกำหนดตำแหน่งงานสำคัญ (Key Position) ของฝ่าย งานต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่ง (Successor) ซึ่งจะทำให้ฝ่ายงานนั้นสามารถดำเนินงานได้อย่าง ต่อเนื่อง เมื่อตำแหน่งงานสำคัญเกิดว่างขึ้น ไม่ว่าจะจากการ เกษียณอายุ หรือจากการลาออกของพนักงานในตำแหน่งนั้น
  • การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร บริษัทฯ มีวิธีการ พัฒนาความสามารถอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การวางแผน ความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) และแผนพัฒนาราย บุคคล (Individual Development Plan) ที่เหมาะสม รวม ทั้งมีการประสานพลัง (Synergy) กับกลุ่มเซ็นทรัลในการพัฒนาบุคลากรมากขึ้น เช่น การพัฒนาหลักสูตรอบรมร่วมกัน การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหาร ของบริษัทฯ ในเครืออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
  • มาตรการเพื่อรักษาบุคลากรของบริษัทฯ ผ่านกิจกรรมเพื่อ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องระหว่างพนักงาน กับบริษัทฯ เช่น กิจกรรม On Boarding สำหรับพนักงานเข้าใหม่ กิจกรรม New Year Greeting กิจกรรม Communication Day กิจกรรม CPN อาสา กิจกรรม Family Day และกิจกรรม Sport Day รวมถึงในทุกปีจะมีการสำรวจความพึงพอใจและ ความผูกพันของพนักงาน (Power of Voice) เพื่อนำผลการ สำรวจและข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาปรับปรุงกระบวนการและ สภาพแวดล้อมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเสริมสร้าง ความผูกผันและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เป็นหนึ่งใน พันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
ความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ (Cyber Security Risk)

บริษัทฯ ตระหนักถึงภัยคุกคามด้านไซเบอร์ เนื่องจากปัจจุบัน มีการพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมากขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยง ถูกโจรกรรมข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyber-Attack) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือชื่อเสียง ของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีมาตรการจัดการความเสี่ยงนี้ใน หลายด้าน ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยของระบบ บริษัทฯ ได้พัฒนาและปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ ทั้ง Hardware, Software และระบบเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงระบบ ความปลอดภัยให้ทันสมัย เพื่อป้องกันภัยจากการโจมตีใน รูปแบบใหม่ 2) ด้านบุคลากร บริษัทฯ มีการให้ความรู้และสร้าง ความตระหนักด้านความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ ผ่านการ สื่อสารด้วยช่องทางต่าง ๆ เช่น การให้ความรู้ผ่านอีเมล และ Newsletter รวมทั้งการจัดอบรมเกี่ยวกับเรื่อง Cyber Risk โดย วิทยากรผู้เชี่ยวชาญภายนอก 3) ด้านการรับมือเมื่อเกิดเหตุ บริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan - BCP) และแผนกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ (Disaster Recovery) ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและระบบ เทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันและได้มีการซ้อมแผน BCP ประจำปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดซื้อประกันภัยไซเบอร์ (Cyber Insurance) สำหรับการ ถ่ายโอนความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเหตุ

บริษัทฯ ให้ความสำ คัญกับการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและ ระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานของ บริษัทฯ เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี สามารถ เชื่อถือได้ มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ซึ่งความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายด้าน สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

บริษัทฯ มีนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งในการ พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำระบบการบริหารมาตรฐาน ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นแนวปฏิบัติให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เคร่งครัดต่อการปฏิบัติตามนโยบายและกฎหมาย ในปัจจุบันรวมถึงเตรียมความพร้อมสำ หรับกฎหมายที่จะ นำมาบังคับใช้ในอนาคต และได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก ดำเนินการสอบทานและให้คำแนะนำ เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทฯ มีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ความเสี่ยงด้านการทุจริตและคอร์รัปชัน

เนื่องจากบริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงให้ ความสำคัญกับเรื่องบรรษัทภิบาลที่ดีและกระบวนการควบคุม ภายในที่รัดกุม พร้อมกำหนดนโยบายการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน (Anti-Corruption Policy) ที่ชัดเจนและเคร่งครัด ในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เข้าร่วม โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการ ทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) และได้การรับรองเป็นบริษัทที่มีการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนด รวมถึงมีการจัดทำและสื่อสารจริยธรรมทางธุรกิจ (Code of Conduct) ให้กับผู้ขายและผู้รับจ้างช่วงเพื่อเน้นยํ้าถึง จุดยืนของบริษัทฯ (รายละเอียดนำเสนอในส่วนการบริหารจัดการ เพื่อความยั่งยืน)

ด้านการป้องปรามและบริหารความเสี่ยงจากการทุจริต บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการในการควบคุมและติดตามกระบวนการทำงาน ที่สำคัญที่อาจเกิดการทุจริตได้ โดยมีทีมงานฝ่ายตรวจสอบภายใน เป็นผู้ประเมินความเสี่ยงและสุ่มตรวจสอบ เพื่อสอบยันความ ถูกต้องของการปฏิบัติงานให้มีความสุจริต โปร่งใส และป้องปราม การปฏิบัติงานที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต พร้อมทั้งเปิดช่องทาง การสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเบาะแสและข้อเสนอแนะ หรือร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต (whistleblower) ได้โดยตรง กับคณะกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการผู้จัดการใหญ่ และจะมี การแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและสอบสวนเรื่องราว ร้องทุกข์ตามกระบวนการที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการสอบสวน ที่เป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

บริษัทฯ มีนโยบายที่จะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากธุรกิจ ศูนย์การค้า ธุรกิจที่พักอาศัย และธุรกิจอื่น ๆ ที่สร้างโอกาส ทางการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งการจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว มีความเสี่ยงด้านการเงินที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (LIQUIDITY RISK)

บริษัทฯ มีการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างระมัดระวัง ในการใช้เงินทุน โดยมีการวิเคราะห์การลงทุนโดยละเอียดรอบด้าน ในทุก ๆ โครงการ เพื่อคัดเลือกและนำเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการการลงทุนอย่าง รอบคอบก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการ ในขณะที่แหล่ง ที่มาของเงินทุน บริษัทฯ มีการจัดโครงสร้างเงินทุนที่พยายามคง อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนในระดับที่ยอมรับได้ คือ ไม่เกิน 1 เท่า ร่วมกับใช้เครื่องมือทางการเงินในการระดมทุนที่ เหมาะสม เช่น การใช้ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT: Real Estate Investment Trust) เป็นต้น มาเป็นแหล่ง เงินทุนทางเลือกสำหรับบริษัทฯ

เมื่อเปิดโครงการแล้ว บริษัทฯ มีการประเมินผลตอบแทน ของแต่ละโครงการอย่างสมํ่าเสมอเพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมที่ จะทำให้บรรลุผลตอบแทนตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วย ลดความเสี่ยงทางด้านการเงิน และยังคงสถานะทางการเงินที่ แข็งแกร่ง อันจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการจัดหาเงินทุนเพื่อ ขยายธุรกิจในอนาคตได้อย่างเพียงพอ ด้วยต้นทุนทางการเงิน และผลตอบแทนการลงทุนที่เหมาะสม

ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ของผู้เช่าพื้นที่ (CREDIT RISK)

บริษัทฯ กำหนดนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัด ชำระหนี้ของผู้เช่าพื้นที่ ได้แก่ 1) การเรียกเก็บเงินมัดจำค่าเช่า พื้นที่จากผู้เช่าไว้ล่วงหน้า 2) การระงับสัญญาเช่าสำหรับผู้เช่า พื้นที่ที่ค้างชำระค่าเช่าเป็นเวลานาน พร้อมทั้งเร่งประสานงานเพื่อ การเจรจาและแก้ปัญหาร่วมกันกับผู้เช่าพื้นที่ 3) นโยบายการ ติดตามหนี้สินอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถเก็บหนี้ส่วนใหญ่ตาม กำหนดชำระ ทั้งนี้ หากมีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น จะมีการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจหลักของบริษัทฯ เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและผู้มีส่วนได้เสีย หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้าและบริการ กลุ่ม ร้านค้าผู้เช่าพื้นที่ กลุ่มชุมชนรอบศูนย์การค้า ซึ่งผู้มีส่วนได้เสีย ทุกกลุ่มต่างมีความคาดหวังอย่างสูงต่อประเด็นเรื่องความ ปลอดภัยที่จะได้รับจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงตระหนักและใส่ใจต่อการบริหารความปลอดภัยจากภัยอันตราย ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งได้แก่

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำ ให้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุฝน นํ้าท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ซึ่งหลายครั้งก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อทรัพย์สินของบริษัทฯ และกระทบต่อการให้บริการแก่ลูกค้า

บริษัทฯ ได้กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ทางธรรมชาติในทุกศูนย์การค้าเพราะแต่ละพื้นที่จะเผชิญความ เสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือจะมีความเสี่ยงเรื่องพายุฤดูร้อน ลูกเห็บ และแผ่นดินไหวมากกว่าภาคอื่น ขณะที่ภาคใต้จะมีความ เสี่ยงนํ้าท่วมฉับพลัน และลมมรสุม เป็นต้น พร้อมทั้งได้กำหนด มาตรการที่สอดคล้องเพื่อบรรเทาความเสี่ยงนี้ ได้แก่ การกำหนด ให้ตรวจสภาพความแข็งแรงของอาคารสถานที่อย่างสมํ่าเสมอ การเตรียมความพร้อมและเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อบรรเทา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ขุดลอกทางระบายนํ้าและเพิ่มจำนวน เครื่องปั๊มนํ้าในศูนย์การค้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากนํ้าท่วม การเตรียมหาแหล่งนํ้าสำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับในกรณี ที่เกิดภาวะภัยแล้ง การเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคาร ประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหว พร้อมให้คำแนะนำเพื่อรับมือ กับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตรวมทั้งมีการทบทวนและ จัดทำแผนรองรับเหตุการณ์วิกฤต (CrisisManagement) ให้ครอบคลุมเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งจัดให้มีการซ้อมแผน อย่างสมํ่าเสมอเพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือกับเหตุการณ์วิกฤต ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามและเก็บสถิติเหตุการณ์ (Incident Case) ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติและผลของการแก้ไขสถานการณ์ เพื่อ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ และหามาตรการรองรับรวมทั้งพัฒนาการ จัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการรายงานให้คณะกรรมการ บริหารความเสี่ยงรับทราบและสั่งการอย่างเป็นระบบ

ความเสี่ยงจากการก่อความไม่สงบ

ปัจจุบันเหตุการณ์การก่อความไม่สงบหรือภัยจากการ ก่อการร้ายนั้น เป็นประเด็นความเสี่ยงในระดับสากลที่นานา ประเทศล้วนต้องเผชิญไม่ว่าประเทศนั้นจะตั้งอยู่ในภูมิภาคใด ในโลก บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นความเสี่ยงนี้ และมีมาตรการ เพื่อจัดการความเสี่ยงดังนี้

  • การประสานงานและติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว สำหรับการประเมินสถานการณ์ และสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยใช้ Color-Code Condition ซึ่งปรับเปลี่ยนตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ในขณะนั้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อม และจัดการกับเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ตามแนวปฏิบัติที่ได้วางไว้
  • การฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความสามารถ ในการเฝ้าระวังและสังเกตการณ์เหตุความไม่ปลอดภัย ต่าง ๆ พร้อมกับการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสมํ่าเสมอ
  • การติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ที่ทันสมัยและมีจำนวนที่เพียงพอ เช่น เครื่องตรวจจับโลหะ แบบเดินผ่าน (Walkthrough Metal Detector) และ กล้อง CCTV ซึ่งสามารถป้องปรามผู้ที่จะก่อเหตุความ ไม่สงบ รวมทั้งสามารถใช้รับรู้เหตุการณ์โดยละเอียด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น
ความเสี่ยงของธุรกิจหยุดชะงัก จากภาวะวิกฤตต่าง ๆ

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) บริษัทฯ จึงมีแผนงานรองรับที่จะทำให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะกรรมการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (BCM Committee) ซึ่งมีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็น ประธานกรรมการ คณะกรรมการนี้จะเป็นผู้รับผิดชอบในการ กำหนดนโยบาย และกำกับดูแลให้มีการจัดทำแผนความต่อเนื่อง ทางธุรกิจ ดำเนินการซ้อมแผน และนำมาปรับปรุงเป็นประจำทุกปี